21 ตุลาคม 2550

มีเรื่องตลกมาเล่าให้ฟัง

.....ค่ำคืนหนึ่ง อากาศเปลี่ยวๆ ยังไงไม่รู้ บรรยากาศเหน็บหนาวจับขั้วหัวใจประเภทว่าใครอยู่คนเดียวต้องเหงาตาย (ขนาดนั้นเลยนะเออออ.)ดูหนังก็แล้ว หาเบียร์กินก็แล้ว เหมือนว่าขาดอะไรไปสักหนึ่งอย่างในชีวิตกระวนกระวาย ทำอะไรก็ไม่ถูก(บรรยากาศแค่นี้ก่อน อิอิอิ...)ผมเลยตัดสินใจออกจากบ้านมาในตอนดึก เพื่อหาสิ่งที่หายไปแล้วก็เหลือบไปเห็นสาวสวยรวยเสน่ห์นางหนึ่ง ยืนอยู่คนเดียวข้างตึกเห็นอย่างนั้นแล้วไม่รอช้าที่จะเข้าไปหา จังหวะที่เดินเข้าไปผมก็สบตาเธอ เธอสบตาผม แล้วยิ้มทักทายอย่างยั่วยวนชวนหลงไหลใครที่เกิดเป็นผู้ชายไม่เข้าใจ (ก็ช่างหัวมัน) ผมเอ่ยปากทักทายทันที"ดีครับ ดึกแล้วไม่เข้าบ้านอีกเหรอ" "ยังหรอกค่ะ วันนี้ลูกค้าน้อยมาก" อื้อฮืออออ เสียงก็หวาน "แล้วคุณล่ะ ดึกแล้วมาทำอะไรล่ะ"เมื่อผมได้ออกมาขนาดนี้แล้ว ก็รู้แล้วว่า สิ่งที่หายไปในค่ำคืนนี้ คืออะไรผมอยากจะอุดหนุนเธอแล้วสิ....."ว่าไงค่ะ ...เอาเลยไหม" เธอยิ้ม แหมช่างเจรจาจิงจิ๊งงงงงงง"โอเคครับ.....เอาก้อเอา"


(โปรดติดตามตอนต่อไป ด้านล่าง)


"มะม่วง 1 โล แถมอีก 1 โล ได้แล้วค่ะ ขอบคุณนะคะ ไม่งั้นกลับดึกแน่ๆ เลยอ่ะขอให้เสีย ว สมใจ นะคะ""ยินดีครับ ผมกำลังต้องการอยู่พอดี เปรี้ยวปากเต็มทีแล้วล่ะครับ"
.......คึคึคึ....จบอย่างแฮบปี้เอนดิ้งทั้งคนซื้อและคนขายครับ พี่น้องครับ

คนนาคอกันเอง


เมืองอุบลราชธานี เป็นเมืองเก่าแก่มีอายุมากกว่า 200 ปี
.....เมื่อปีพุทธศักราช 2228 นั้น ได้เกิดวิกฤติทางการเมืองในนครเชียงรุ้ง เนื่องจากจีนฮ่อธงขาวยกกำลังปล้นเมือง เจ้านครเชียงรุ้ง ได้แก่ เจ้าอินทกุมาร เจ้านางจันทกุมารี และเจ้าปางคำอพยพไพร่พลมาขอพึ่งพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช แห่งเวียงจันท์ ซึ่งเป็นพระประยูรญาติฝ่ายมารดาได้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี โปรดให้นำไพร่พลไปตั้งที่เมืองหนองบัวลุ่มภู (ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดนี้พึ่งตั้งใหม่ครับ ถ้านึกไม่ออกว่าอยู่ตรงไหน ก็ให้ดูแถวๆ อุดรฯ ขอนแก่น ครับ) ตั้งชื่อว่า "นครเขื่อนขันธ์ กาบแก้วบัวบาน" ต่อมาพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช ให้เจ้าปางคำเสกสมรสกับพระราชนัดดา ได้โอรส คือ เจ้าพระตา เจ้าพระวอ สองท่านนี้จะมีความสำคัญต่อเมืองอุบล และเมื่อปีพุทธศักราช 2314 ได้เกิดสงครามแย่งชิงอำนาจระหว่างเวียงจันท์ กับเมืองหนองบัวลุ่มภู โดยที่เจ้าสิริบุญสาร เจ้าแผ่นดินเวียงจันท์ขอเอาบุตร ธิดา เจ้าพระตา เจ้าพระวอ ไปเป็นนางห้ามและนางสนม แต่เจ้าพระตา เจ้าพระวอไม่ให้ เมื่อไม่ได้ดังพระทัย เจ้าสิริบุญสารจึงให้กองทัพมาตีเมืองหนองบัวลุ่มภู เจ้าพระตา เจ้าพระวอ ยกกองทัพออกต่อสู้เป็นสามารถ กองทัพเวียงจันท์ต้องพ่ายกลับไปเสมอ การรบครั้งนี้กินเวลาถึง 3 ปี ไม่แพ้ไม่ชนะกัน เจ้าสิริบุญสารเจ็บใจ จึงส่งทูตไปขอเอากองทัพพม่าที่เมืองเชียงใหม่ ให้มาช่วยตีเมืองหนองบัวลุ่มภู แล้วจะยอมเป็นเมืองขึ้นของพม่า
ฝ่ายเจ้าพม่าที่เมืองเชียงใหม่ สนใจข้อเสนอ จึงให้ ม่องระแง คุมกองทัพมาช่วยเจ้าสิริบุญสาร ฝ่ายเจ้าพระตาทราบข่าวศึก เห็นเหลือกำลังที่จะสู้กับข้าศึก คือคิดว่าอาจจะแพ้ได้ จึงให้เจ้าคำโส เจ้าคำขุย เจ้าก่ำ เจ้าคำสิงห์ พาไพร่พล คนชรา เด็กและผู้หญิง พร้อมพระสงฆ์ อพยพไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้หาที่สร้างบ้านสร้างเมือง ทำไร่ทำนาหาอาหารไว้คอย หากแพ้สงครามก็จะได้ตามไปอยู่ด้วย แล้วก็แพ้จริงๆ ครับ เจ้าบุตรทั้งหลายจึงพาไพร่พลอพยพไปตามที่เจ้าพระตาสั่ง ได้มาตั้งบ้านสิงห์โคก บ้านสิงห์ท่าไว้คอย (ปัจจุบันคือจังหวัดยโสธร)
.....เจ้าพระตามีบุตร ชายหญิงรวม 8 คน คือ นางอูสา นางสีดา เจ้าพระวอ นางแสนสีชาด นางแพงแสน เจ้าคำผง เจ้าทิตพรหม และนางเหมือนตา เมื่อเจ้าพระตาออกสู้รบและถึงแก่ความตาย เจ้าพระวอ ผู้เป็นบุตรชายคนโตได้เป็นหัวหน้ากลุ่มแทน เห็นว่าจะต่อสู้ต่อไปไม่ได้ จึงหลบหนีออกจากเมือง ผ่านรับเสบียงอาหารจากบ้านสิงห์โคก สิงห์ท่า แล้วผ่านลงไปอยู่ "ดอนมดแดง" โดยของพึ่งพระเจ้าไชยกุมารองค์หลวง แห่งนครจำปาศักดิ์ ต่อมาเจ้าไชยกุมารองค์หลวง ขอให้เจ้าพระวอไปอยู่ที่ค่ายบ้านดู่ บ้านแก เพื่อจะได้พึ่งพากันยามคับขัน เจ้าพระวอยินยอมไปอยู่ โดยที่ดอนมดแดงให้แสนเทพและแสนนาม คุมไพร่พลอยู่รักษาแทน เจ้าสิริบุญสารทราบข่าว ความแค้นยังไม่หาย ได้ให้อัคฮาด หำทอง และพญาสุโพ ยกกองทัพมาตีค่ายบ้านดู่ บ้านแก เจ้าพระวอสู้ไม่ได้ เสียชีวิตในสนามรบ เจ้าคำผงผู้น้องได้ขึ้นเป็นหัวหน้ากลุ่มแทน เจ้าคำผงก็คิดว่าสู้ไม่ได้แน่ จึงส่งทหารนำใบบอกลงไปเมืองนครราชสีมาและกรุงธนบุรี เพื่อขอพึ่งพระเจ้ากรุงธนบุรี

..... พระเจ้ากรุงธนบุรีทราบเรื่อง ได้มอบหมายให้เจ้าพระยาจักรี (ทองด้วง) และเจ้าพระยาสุรสีห์ (บุญมา) ยกกองทัพไปช่วย กองทัพพญาสุโพเห็นว่าจะสู้ไม่ได้ จึงถอยทัพกลับเวียงจันท์ เจ้าพระยาทั้งสองยกทัพติดตามไปตามลำน้ำโขง รบกับเวียงจันท์อยู่ถึงสี่เดือน ในที่สุดเวียงจันท์ก็แตก เจ้าพระยาจักรี เจ้าพระยาสุรสีห์ ได้คุมตัวเจ้าเมืองเวียงจันท์ลงไปกรุงธนบุรี พร้อมได้อัญเชิญพระแก้วมรกต และพระบางเจ้าไปด้วย ส่วนเจ้าคำผงย้ายกลับไปอยู่ดอนมดแดงที่เดิม
..... ปีพุทธศักราช 2319 เกิดน้ำท่วมใหญ่ที่ดอนมดแดง เจ้าคำผงจึงได้อพยพไพร่พลไปอยู่ที่ดอนไกล้ห้วยแจละแม (บริเวณฯ บ้านท่าบ่อในปัจจุบัน) รอน้ำลดแล้วจึงค่อยหาที่ตั้งเมือง ปีพุทธศักราช 2320 เจ้าคำผงอพยพไพร่พล มาสร้างบ้านเมืองที่ ดงอู่ผึ้ง ริมฝั่งแม่น้ำมูล (ตัวจังหวัดอุบลราชธานีในปัจจุบัน)
..... ปีพุทธศักราช 2322 พระเจ้ากรุงธนบุรี โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาราชสุภาวดี เชิญท้องตราขึ้นมาตั้งให้เป็นเมืองอุบลราชธานี ให้ เจ้าคำผงเป็นเจ้าเมืองที่พระประทุมราชวงศา ให้เจ้าทิตพรหมเป็นพระอุปฮาด ให้เจ้าก่ำเป็นราชวงศ์ ให้เจ้าสุดตาเป็นราชบุตร เป็นคณะอาชญาสี่ชุดแรกของเมืองอุบล
.....ปีพุทธศักราช 2324 เมืองเขมรเกิดความไม่สงบ พระเจ้ากรุงธนบุรี ขอกำลังจากเมืองอุบลไปสมทบกองทัพหลวง พระประทุมราชวงศา และราชวงศ์เป็นผู้คุมกำลังไปช่วย จนถึงปีพุทธศักราช2325 เกิกดจราจลที่กรุงธนบุรี กองทัพหลวงและกองทัพจากเมืองอุบลจึงได้แยกกันยกทัพกลับ ผ่านไปอีกสิบปี ในปีพุทธศักราช 2334 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เกิดกบถอ้ายเชียงแก้วเขาโอง ได้ยกกำลังมาตีเมืองนครจำปาศักดิ์ เจ้าฝ่ายหน้าผู้น้องพระประทุมราชวงศาได้ยกกำลังไปรบ จับอ้ายเชียงแก้วได้ และประหารชีวิตที่บริเวณแก่งตะนะ
.....ปีพุทธศักราช 2335 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาเมืองอุบลขึ้นเป็นเมืองประเทศราช โปรดเกล้าฯ ให้พระประทุมราชวงศาเป็นพระประทุมวรราชสุริยวงศ์ (คำผง) เจ้าครองเมืองอุบลราชธานีศรีวนาลัย ประเทศราช พระราชทานพระสุพรรณบัตร และเครื่องยศเจ้าเมืองประเทศราช ให้ทำพิธีสบถสาบานถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ต่อหน้าพระพักตร์เสกให้ ณ วันจันทร์ เดือน 8 แรม 13 ค่ำ จุลศักร 1154 ปีชวด จัตวาศก ซึ่งตรงกับวันที่ 16 กรกฎาคม 2335 ถือเป็นเจ้าเมืองคนแรกของอุบลราชธานี จนถึงปี 2338 พระพรหมวรราชสุริยวงศ์ (ทิตพรหม) น้องชายพระประทุม จึงได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองอุบลราชธานีต่อมา รวมเจ้าเมืองอุบลราชธานี ที่พระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง มีจำนวนทั้งสิ้น 4 ท่าน


ลักษณะและชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรลุ่มแม่น้ำโขง และ ลักษณะการแต่งกายของสตรีชั้นสูง

ลักษณะการตั้งบ้านเรือนริมฝั่งแม่น้ำ รถม้าจังหวัดอุบลราชธานี และอาชีพประมงบริเวณลุ่มแม่น้ำ


ตัวละครในสมัยโบราณ ลาวกระทบไม้ วงโปงรางในสมัยโบราณ





.....บรรพชนชาวอุบลราชธานี มีการแสดงพื้นบ้านอยู่ 3 ลักษณะ คือ ดนตรี การขับร้อง ฟ้อนรำ และการแสดงโดยใช้หุ่น สำหรับดนตรีในอดีตมีทั้งการบรรเลงล้วนๆ และการบรรเลงประกอบการร้องและการฟ้อนรำ เครื่องดนตรีทั้งหลาย แคน นับว่าได้รับความนิยมมากที่สุด ทั้งนี้อาจเป็นเพราะแคนต้องใช้ประกอบการรำต่างๆ อุบลราชธานีจึงได้ชื่อว่าเป็นถิ่น "ดอกคูณเสียงแคน"
.....ในระยะต่อมามีการนำโปงลางและไหมาเล่นประกอบในวงดนตรีพื้นบ้าน เรียกว่า วงโปงลาง และนำเครื่องดนตรีสากลมาประกอบการลำและการแสดงอื่นๆ ในปัจจุบันดนตรีและศิลปะการแสดงของจังหวัดอุบลราชธานีอาจแบ่งได้เป็น 3 ประเภทคือ
*หมอลำหรือวงหมอลำ (ลำหมู่ - ลำเพลิน - ลำซิ่ง)
*วงโปงลาง
*วงดนตรีที่ใช้เครื่องดนตรีสากลเล่นประกอบพิณ (เพชรพิณทอง)
.....ส่วนการแสดงโดยใช้หุ่นซึ่งได้แก่หนังปราโมทัย ในปัจจุบันยังมีการแสดงอยู่บ้าง แต่ไม่ได้รับความนิยมมากนัก
***หมอลำ ***

.....การลำ นับเป็นการแสดงพื้นบ้านที่มีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องและได้รับความนิยมมาทุกยุคทุกสมัย เริ่มจากการลำพื้น ซึ่งได้แก่การนำเนื้อหาของนิทานพื้นบ้าน เช่น การะเกด สินไซร (สังข์ศิลป์ชัย) นางแตงอ่อน มาลำโดยใช้หมอลำ 1 คนและหมอแคน 1 คน ผู้ลำสมมุติตนเป็นตัวละครทุกตัวในเรื่องและลำตลอดคืน การลำพื้นนับเป็นต้นกำเนิดของการลำทุกประเภท ต่อมาลำพื้นได้วิวัฒนาการมาเป็นการลำคู่ ซึ่งได้แก่การลำ 2 คน ชายกับชาย หรือชายกับหญิง

(จนประมาณปี พ.ศ. 2495 การลำระหว่างชายกับชายจึงเลิกไป) หมอลำคู่ยังแตกแขนงออกเป็นลำซิงชู้ ซึ่งประกอบด้วยผู้ลำชาย 2 หญิง 1 หรือหญิง 2 ชาย 1

เพื่อแย่งชิงชายหรือหญิงที่มีอยู่เพียงคนเดียว

.....หมอลำคู่ที่มีชื่อเสียงชาวอุบลราชธานีมีมากมายจนเมืองอุบลได้ชื่อว่าเป็น "เมืองหมอลำ" หมอลำที่มีชื่อเสียงในอดีตนับจากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้แก่ หมอลำคูณ (ชาย) และหมอลำจอมศรี (หญิง) เป็นหมอลำคู่แรกที่ได้บันทึกเสียงลงแผ่นเสียงเป็นครั้งแรกของประเทศไทย และได้เผยแพร่ออกอากาศจนได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ปัจจุบันหมอลำทั้งคู่ได้ถึงแก่กรรมไปแล้ว

(ซึ่งเรามีตัวอย่างกลอนลำของท่านทั้งสองที่นี่ )



.....หมอลำทองมาก จันทะลือ (ชาย) ฉายา หมอลำถูทา เดิมมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น แต่มาประกอบอาชีพเป็นหมอลำและผู้แต่งกลอนลำจนมีชื่อเสียง ได้มาตั้งรกรากอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี หมอลำทองมากได้ชื่อว่าเป็นผู้มีปฏิภาณมีไหวพริบในการลำ สามารถลำโต้ตอบแบบกลอนสดชนิด
"ลำแตก" จนได้รับยกย่องให้เป็น "ศิลปินแห่งชาติ" เมื่อปี พ.ศ. 2529 นับเป็นหมอลำคนแรกที่ได้รับเกียรติอันสูงสุดนี้ เคยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี ได้รับเลือกให้ทำหน้าที่ ส.ส. อุบลราชธานี 1 สมัย ปัจจุบันได้ตั้งสมาคมหมอลำถูทาบริการและรับงานแสดง ตลอดจนช่วยเหลืองานราชการอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะในงานรณรงค์ด้านสุขภาพอนามัยของประชาชนร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข จึงนับได้ว่าเป็นบุคคลที่สร้างประโยชน์ต่อประเทศชาติ ด้วยการนำเอาศิลปพื้นบ้านมารับใช้สังคม
.....หมอลำเคน ดาเหลา (ชาย) ฉายา "เคนฮุด" เป็นชาวอุบลราชธานี ไปมีชื่อเสียงโด่งดังที่จังหวัดขอนแก่น ที่ได้ฉายาว่า "ฮุด" ก็เพราะว่าในเวลาลำจะสามารถดันไปได้แบบสู้ไม่ถอย หมอลำเคนมีน้ำเสียงห้าว ไพเราะ และรูปร่างหน้าตาดี ทั้งยังสามารถแต่งกลอนลำได้ด้วย ลีลาการฟ้อนรำก็สวยงามเป็นที่ประทับใจ ในปี พ.ศ. 2534 จึงได้รับการยกย่องให้เป็น "ศิลปินแห่งชาติ" อีกคนหนึ่ง นับเป็นหมอลำคนที่ 2 ที่ได้รับเกียรติดังกล่าว ปัจจุบันได้ตั้งโรงเรียนสอนการลำให้กับเยาวชนที่สนใจอยากจะเป็นศิลปินด้านหมอลำ เพื่อสืบสานวัฒนธรรมอีสานให้ยั่งยืนตลอดไป รวมทั้งแต่งกลอนลำให้กับหมอลำรุ่นใหม่ๆ รวบรวมคณะหมอลำต่างๆ เข้ามาในสังกัดเพื่อช่วยเหลือการรับงานลำทั่วประเทศ

.....นางฉวีวรรณ พันธุ เกิดเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2488 ที่ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นบุคคลที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น ราชินีหมอลำ ที่มีความสามารถโดดเด่น มีไหวพริบปฏิภาณด้านหมอลำที่เฉียบแหลมยิ่งคนหนึ่ง โดยได้รับการฝึกฝนเรื่องหมอลำจากบิดา ญาติ และหมอลำที่มีชื่อเสียงโด่งดังในอดีตหลายท่าน ซึ่งความจัดเจนเรื่องหมดลำที่ฝึกฝนมาตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้เป็นหมอลำที่มีความสามารถสูงทั้งด้านการแต่ง กลอนลำ การคิดท่วงทำนองหมอลำกลอน เขียนกลอดลำ ประดิษฐ์ท่าลำและบทร้องชุดแม่อีสาน 48 ท่า ประกอบกับบุคคลที่มีน้ำเสียงไพเราะ มีพลังทำให้ได้รับการยกย่องว่าเป็นเพชรน้ำหนึ่งของแดนอีสานและได้รับการกล่าวขานด้วยความชื่นชมจากประชาชนว่าเป็นราชินีหมอลำนางฉวีวรรณ พันธุ จึงได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (หมอลำ) ประจำปีพุทธศักราช 2536



.....นางบุญเพ็ง ไฝผิวชัย เกิดเมื่อวันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2475 ที่จังหวัดอุบลราชธานี สนใจฝึกแสดงหมอลำมาตั้งแต่อายุ 12 ปี กับหมอลำทองมี สายพิณ หมอลำสุบรรณ พละสูรย์ เป็นผู้ที่มีความจำและไหวพริบปฏิภาณสูง ฝึกลำอยู่เพียง 2 ปี ก็สามารถรับงานแสดงเป็นของตนเองได้ และเนื่องจากหมอลำที่มีสำนวนคมคาย สามารถโต้ตอบกับหมอลำฝ่ายชายได้อย่างเฉลียวฉลาด เป็นที่ชื่นชอบของผู้ชม ทำให้มีชื่อเสียงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ได้ชื่อว่าเป็นหมอลำที่มีคารมกล้า โต้ตอบกับคู่ลำด้วยไหวพริบที่ฉับไว กลอนลำแต่ละกลอนมีสาระเชิงปรัชญาชีวิต ให้คติสอนใจที่แยบคาย ทำให้เป็นหมอลำหญิงคนเดียวเมื่อปี พ.ศ. 2498 ที่ได้รับการบันทึกแผ่นเสียงมากที่สุด มีงานแสดงทั้งกลางวันกลางคืน เป็นศิลปินของประชาชนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นราชานีหมอลำ เคยได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม จังหวัดขอนแก่น พ.ศ. 2533 ผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม สาขาศิลปะการแสดง (หมอลำ) พ.ศ. 2537 จากคณกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาตินางบุญเพ็ง ไฝผิวชัย จึงได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (หมอลำ) ประจำปีพุทธศักราช 2540 .....หมอลำคำปุ่น ฟุ้งสุข (หญิง) เป็นหมอลำอาวุโสอีกคนหนึ่งที่เคยมีชื่อเสียงโด่งดังในอดีต เคยชนะการประกวดหมอลำในระดับต่างๆ หลายรางวัลเช่น เคยได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดหมอลำทั่วประเทศฝ่ายหญิง พ.ศ. 2502 ณ เวทีมวยลุมพินีกรุงเทพฯ หมอลำคำปุ่นเป็นหมอลำสตรีที่สามารถแต่งกลอนลำได้ดี ปัจจุบันแม้จะไม่ค่อยปรากฏตัวแต่ก็ได้แต่งกลอนลำให้ลูกศิษย์อยู่อย่างสม่ำเสมอ
.....การลำได้วิวัฒนาการต่อไปอีกจากการลำ 2-3 คน กลายมาเป็นการลำหลายๆ คน คือประมาณ 10 คนขึ้นไป เรียกว่าการลำหมู่ เป็นการลำตามเรื่องราวจากนิทานพื้นบ้านหรือนิทานชาดก ผู้แสดงแต่ละคนจะแสดงบทบาทตามตัวละครในท้องเรื่องแตกต่างกันไป ลีลาการลำก็มีหลายแบบ อาทิเช่น ลำเรื่องต่อกลอน ลำเพลิน เป็นต้น คณะหมอลำหมู่ที่มีชื่อเสียงมากของจังหวัดอุบลราชธานี คือ คณะรังสิมันต์ (ระหว่างปี พ.ศ. 2506-2510) พระเอกและนางเอกที่มีชื่อเสียงของคณะคือ หมอลำทองคำ เพ็งดี และ หมอลำฉวีวรรณ ดำเนิน ซึ่งหมอลำคณะนี้มีการนำเครื่องดนตรีสากลบางชิ้น เช่น กีตาร์ ออร์แกน มาบรรเลงประกอบเพื่อให้เกิดความครึกครื้นยิ่งขึ้น จวบจนปัจจุบันเครื่องดนตรีสากลเหล่านี้ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในวง และวงหมอลำหมู่ได้กลายสภาพมาเป็นกึ่งวงดนตรีลูกทุ่ง อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงตอนที่จะต้องลำ แคนก็ยังต้องเป่านำเพื่อให้ได้บรรยากาศของการลำที่แท้จริง


..... หมอลำทองคำ เพ็งดี มีฉายาว่า นกกาเหว่า เพราะเป็นผู้มีน้ำเสียงไพเราะเป็นหนึ่งในการลำล่องในสมัยนั้น นอกจากนั้นยังมีความสามารถในการแต่งกลอนลำได้อีกด้วย ลำล่องที่สร้างชื่อเสียงให้แก่หมอลำทองคำเป็นอย่างมากคือ ลำล่องเรื่องจำปาสี่ต้น ส่วนวรรณ ดำหมอลำฉวีเนิน เป็นผู้มีน้ำเสียงใสกังวาล จึงมีผู้เปรียบว่า ประดุจเสียงทอง ต่อมาคณะหมอลำรังสิมันต์ได้นางเอกอีกคนหนึ่งคือ หมอลำบานเย็น รากแก่น ซึ่งมีความสวยเป็นที่เลื่องลือ กอร์ปกับลีลาการฟ้อนประกอบการรำของเธอก็มีลีลาอ่อนช้อย สวยงาม จึงได้รับความนิยมมาก ซึ่งต่อมาได้แยกวงมาตั้งคณะใช้ชื่อของตนเอง คณะรังสิมันต์ได้ยุบวงไปเมื่อ พ.ศ. 2512 หมอลำทองคำประกอบอาชีพส่วนตัวและรับงานเป็นครั้งคราวคู่กับหมอลำฉวีวรรณ (ปัจจุบัน หมอลำฉวีวรรณ ได้ไปช่วยถ่ายทอดศิลปแห่งการลำและฟ้อนรำที่ วิทยาลัยนาฏศิลป์ร้อยเอ็ด)
.....หมอลำบานเย็น รากแก่น เป็นชาวอุบลราชธานีโดยกำเนิด หลังจากแยกออกมาจากคณะรังสิมันต์แล้วได้ตั้งวงรับงานแสดง มีผลงานบันทึกแผ่นเสียงมากมาย ในที่สุดก็ยุบวงไป ปัจจุบันยังประกอบอาชีพด้านนี้อยู่ ณ กรุงเทพมหานคร และได้บันทึกเสียงเพลงลูกทุ่งอีสานออกมาเผยแพร่อีกหลายชุด ได้เสียสละเวลาเดินทางมาให้ความรู้แก่ลูกศิษย์ที่ สถาบันราชภัฏอุบลราชธานี เพื่อสืบสานมรดกอีสานอยู่มิได้ขาด ..... หมอลำสมาน หงษา อดีตเคยเป็นบุรุษไปรษณีย์แต่ได้ลาออกมาประกอบอาชีพหมอลำ เคยประกวดหมอลำได้รับรางวัลชนะเลิศหลายรางวัล หมอลำสมานตั้งคณะของตนเองชื่อว่า คณะเพชรเสียงทอง โดยแสดงในแนวชาดก ตลกสะท้อนภาพสังคมในปัจจุบัน ได้รับความนิยมเป็นอย่างดี เช่นเรื่อง "แม่เฒ่ามักลูกเขย" ปัจจุบันยังคงรับงานแสดงและดัดแปลงการลำเอาใจตลาดโดยการลำซิ่งบ้างเป็นบางโอกาส
......หมอลำคู่ขวัญในอดีตอีกคู่หนึ่งคือ หมอลำป. ฉลาดน้อย (ชาย) และ หมอลำอังคนางค์ คุณไชย (หญิง) ร่วมกันก่อตั้งคณะอุบลพัฒนา เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2511 แล้วได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดหมอลำหมู่ทางสถานีโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์ ช่อง 5 จังหวัดขอนแก่น เมื่อปี พ.ศ. 2515 ผลงานที่สร้างชื่อเสียงมากคือ การบันทึกแผ่นเสียงลำเรื่องต่อกลอนเรื่อง นกกระยางขาว ต่อมา หมอลำอังคนางค์ได้อัดแผ่นเสียงเพลงแนวลูกทุ่งที่ได้รับความนิยมหลายเพลง ได้แก่ สาวอุบลรอรัก พี่จ๋าหลับตาไว้ และ อีสานลำเพลิน ต่อมาทั้งคู่แยกวงไปตั้งคณะใหม่ โดยอังคนางค์ตั้งคณะหมอลำชื่อ คณะอุบลพัฒนายุคใหม่ ส่วน ป.ฉลาดน้อย ได้ตั้งคณะเพชรอุบล รับงานการแสดงเรื่อยมา แต่ทั้งคู่ก็ยังคงมีผลงานร่วมกันเป็นครั้งคราวโดยการนำเอานิทานและนิยายปัจจุบันที่เป็นที่นิยมมาบันทึกเสียงเป็นลำเรื่องต่อกลอน เช่น คู่กรรม แม่เบี้ย เป็นต้น

***วงโปงลาง ***

.....วงโปงลาง เป็นวงดนตรีซึ่งใช้เครื่องดนตรีพื้นบ้านบรรเลง เครื่องดนตรีเด่นๆ ได้แก่ โปงลาง แคน พิณ โหวด กลอง ไห เป็นต้น นิยมบรรเลงเพลงลายพื้นบ้าน เช่น ลายนกไซบินข้ามทุ่ง แมงภู่ตอมดอก แม่ฮ้างกล่อมลูก เป็นต้น นอกจากนั้นยังบรรเลงประกอบการแสดงต่างๆ เช่น ลำตังหวาย และบรรเลงเพลงทั่วไปเช่น เพลงลูกทุ่ง เพลงไทยสากล
.....วงโปงลางในจังหวัดอุบลราชธานีมีหลายวง ส่วนใหญ่เป็นวงของโรงเรียนทั้งระดับประถมและมัธยม และสถาบันการศึกษาอื่น ที่เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายคือ วงโปงลางของวิทยาลัยครูอุบลราชธานี ซึ่งตั้งเมื่อ พ.ศ. 2524 โดยภาควิชานาฏศิลป์และภาควิชาดนตรี มีผลงานเผยแพร่ไปตามจังหวัดต่างๆ ทั้งในนามของวิทยาลัย สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ และกรมการฝึกหัดครู ได้รับเชิญให้ไปแสดงในงานสัปดาห์แผ่นดินธรรมแผ่นดินทองและอีสานเทรดแฟร์ทุกปี นอกจากนี้ยังได้รับเชิญไปแสดงต่างประเทศมาแล้วครั้ง

.....ความโดดเด่นของวงโปงลางคณะนี้ได้แก่ ท่ารำที่สวยงามและหลากหลาย เครื่องแต่งกายที่มีสีสันสะดุดตาเป็นเอกลักษณ์ ได้ฟื้นฟูและประดิษฐ์ท่ารำต่างๆ จากประเพณีและวัฒนธรรมของอีสาน เช่น รำคูณลาน รำดอกบัว เซิ้งขอฝน และการรำที่เป็นเอกลักษณ์ของวง คือ รำตังหวาย ซึ่งเมื่อปี พ.ศ. 2534 วงโปงลางวิทยาลัยครูอุบลราชธานีได้รับการยกย่องจากสมาคมนักประชาสัมพันธ์แห่งประเทศไทยให้ได้รับรางวัลสังข์เงิน นับเป็นวงโปงลางวงแรกที่ได้รับเกียรตินี้
......นายณรงค์ พงษ์ภาพ หรือที่รู้จักกันดีในนามของ นพดล ดวงพร เป็นหัวหน้าวงดนตรีเพชรพิณทอง ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ. 2514 นพดล ดวงพร เป็นลูกศิษย์และเคยร่วมงานในวงดนตรีของครูมงคล อมาตยกุล (วงดนตรีจุฬารัตน์) อยู่หลายปีได้รับประสบการณ์มากมาย ด้วยความที่อยากสร้างเอกลักษณ์ของตนเองและคนอีสานจึงได้แยกตัวออกมาตั้งวงเพชรพิณทอง โดยนำเอาเครื่องดนตรีพื้นบ้านคือ พิณ มาร่วมบรรเลงกับเครื่องดนตรีสากล จึงได้ชื่อคณะว่า เพชรพิณทอง ซึ่งหมอพิณคู่ใจที่สร้างตำนานมาด้วยกันคือ ทองใส ทับถนน นอกจากนั้น จุดเด่นของวงเพชรพิณทองอยู่ที่ ทีมพิธีกร ที่ใช้ภาษาท้องถิ่นอีสานเป็นหลักในการนำเสนอเนื้อหา รีวิวประกอบเพลง เป็นทีมตลกที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ประกอบด้วย นพดล ดวงพร ลุงแนบ หนิงหน่อง ใหญ่ หน้ายาน และแท็กซี่ เป็นต้น

.....นอกเหนือจากการร้องเพลงและหางเครื่องอันตระการตาจำนวนมากแล้ว วงเพชรพิณทองยังสามารถออกเทปตลกชุดต่างๆ หลายชุดที่โด่งดังจำหน่ายเช่น หนิงหน่องย่านเมีย บวชลุงแนบ สามใบเถา เป็นต้น เกียรติคุณที่ได้รับได้แก่ การมีโอกาสแสดงหน้าพระที่นั่งที่จังหวัดขอนแก่น เมื่อปี พ.ศ. 2514 และได้รับยกย่องให้เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม เมื่อปี พ.ศ. 2532 นอกจากบุคคลที่กล่าวมาแล้ว ยังมีหมอลำอีกเป็นจำนวนมากที่ยังมีชีวิตอยู่และได้รับความนิยมทั้งสามารถแต่งกลอนลำได้ อาทิ หมอลำคำเก่ง บัวใหญ่ หมอลำทองลา สายแวว หมอลำทองสุ่น บุญเติม หมอลำบุญมา รักษาศรี หมอลำสุพรรณ ติระนันท์ หมอลำกองมี คำภูทา หมอลำเหล็กกล้า ขันชาลี เป็นต้น ขณะนี้เท่าที่รวบรวมรายชื่อได้มีประมาณ 300 คน (สำหรับคณะหมอลำหมู่ถือว่า 1 คณะเท่ากับ 1 คน)
......ส่วนผู้สร้างผลงานเพลงนอกเหนือจาก เพชรพิณทอง ของนพดล ดวงพร และบานเย็น รากแก่นแล้ว ยังมี เทพพร เพชรอุบล เจ้าของเพลง อีสานบ้านเฮา อันโด่งดัง ไกรสร เรืองศรี สนธิ สมมาตร สลา คุณวุฒิ ต่าย อรทัย เอกพล มนต์ตระการและอีกหลายๆ คน การที่ดนตรีและการแสดงพื้นบ้านของชาวอุบลราชธานีได้มีวิวัฒนาการมาอย่างไม่ขาดตอน ทำให้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ส่วนใหญ่จะเป็นไปตามความนิยมของยุคสมัย แต่เป็นที่น่าสังเกตประการหนึ่งว่า ไม่ว่าจะเป็นหมอลำ วงโปงลางหรือวงดนตรีเพชรพิณทอง ล้วนได้รับความนิยมและกล่าวขวัญถึงในระดับประเทศ และจะยังคงมีวิวัฒนาการสืบไปคู่กับชาวอุบลราชธานีและเป็นเอกลักษณ์ของชาวอีสานชั่วนิรันดร์

***หมอลำ... ศิลปพื้นบ้านที่ไม่มีวันตายไปจากลมหายใจของชาวอีสาน... ***
ที่มา : วารสาร "อุบลเมืองนักปราชญ์"

ฉบับปฐมฤกษ์ ธันวาคม 2544

งานประเพณี
***ฮีตสิบสอง***
..... ฮีตสิบสอง หมายถึงประเพณีที่จะต้องปฏิบัติทั้ง 12 เดือน ในแต่ละปี "ฮีต" มาจากคำว่า จารีต ถือเป็นจรรยาของสังคม ถ้าฝ่าฝืน มีความผิดเรียกว่า ผิดฮีต หมายถึง ผิดจารีต ฮีตสิบสอง สรุปได้ดังนี้

1. เดือนอ้าย (เดือนเจียง) บุญเข้ากรรม เป็นเดือนที่พระสงฆ์เข้ากรรม (ปริวาสกรรม) เพื่อให้พระสงฆ์ผู้กระทำผิดได้สารภาพต่อหน้าคณะสงฆ์ เป็นการฝึกจิตสำนึกถึงความบกพร่องของตน และมุ่งประพฤติตนให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัยต่อไป

2. เดือนยี่ บุญคูณลาน นิมนต์พระสวดมนต์เย็นเพื่อเป็นมงคลแก่ข้าวเปลือก แล้วทำพิธีสู่ขวัญข้าว นอกจากนี้ ชาวบ้านเตรียมเก็บสะสมฟืนไว้หุงต้มที่บ้าน

3. เดือนสาม ทำบุญข้าวจี่และบุญมาฆบูชา การทำบุญข้าวจี่เริ่มในตอนเช้า ใช้ข้าวเหนียวปั้นใส่น้ำอ้อย นำไปจี่แล้วชุบด้วยไข่ เมื่อสุกแล้วนำไปถวายพระ
4. เดือนสี่ ทำบุญพระเวส ฟังเทศน์มหาชาติ ให้ฟังเทศนา เรื่องพระมหาเวสสันดรชาดก ให้จบสิ้นภายในวันเดียว ก็จะพบพระศรีอริยะเมตไตย งานบุญนี้มักจะมีผู้นำของมาถวายพระ เรียกว่า "กัณฑ์หลอน" หรือถ้าเจาะจงจะถวายเฉพาะพระนักเทศน์ที่ตนนิมนต์มาก็เรียกว่า "กัณฑ์จอบ" เพราะต้องแอบซุ่มดูให้แน่เสียก่อน

5. เดือนห้า ตรุษสงกรานต์หรือบุญสรงน้ำ การสรงน้ำมีการรดน้ำพระพุทธรูป พระสงฆ์ ผู้หลักผู้ใหญ่ กำหนดเอาวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 5 บางทีเรียกว่า บุญเดือน 5 ถือเป็นเดือนเริ่มต้นปีใหม่
6. เดือนหก ทำบุญบั้งไฟและวันวิสาขบูชา การทำบุญบั้งไฟเพื่อขอฝน เป็นงานสำคัญก่อนลงมือทำนา ส่วนการทำบุญวันวิสาขบูชา กลางวันมีการเทศน์ กลางคืนมีการเวียนเทียน
7. เดือนเจ็ด ทำบุญซำฮะ (ล้าง) หรือบุญบูชาบรรพบุรุษ มีการเซ่นสรวงหลักเมือง ปู่ตา ผีเมือง ผีตาแฮก เป็นการทำบุญเพื่อระลึกถึงผู้มีพระคุณ

8. เดือนแปด ทำบุญเข้าพรรษา เป็นประเพณีทางพุทธศาสนาโดยตรง มีการทำบุญตักบาตร ฟังธรรมเทศนาและถวายเทียนพรรษา
9. เดือนเก้า ทำบุญข้าวประดับดิน เป็นการทำบุญเพื่ออุทิศแก่ญาติผู้ล่วงลับ โดยการจัดหาอาหาร หมากพลู เหล้า บุหรี่ ไปวางไว้ใต้ต้นไม้หรือที่ใดที่หนึ่ง แล้วเชิญวิญญาณของญาติมิตรที่ล่วงลับไปแล้วมารับเอาอาหารไป
10. เดือนสิบ ทำบุญข้าวสาก (สลากภัตต์) ผู้ถวายจะเขียนชื่อของตนลงในภาชนะที่ใส่ของทาน และเขียนชื่อลงในบาตร ภิกษุสามเณรจับสลากได้ของใคร ผู้นั้นจะเข้าไปถวายของ
11. เดือนสิบเอ็ด ทำบุญออกพรรษา พระสงฆ์จะแสดงอาบัติทำการปวารณา คือ เปิดโอกาสให้ว่ากล่าวตักเตือนกันได้ พอตกกลางคืน มีการจุดประทีปดคมไฟแขวนไว้ตามต้นไม้หรือรมรั้ว

12. เดือนสิบสอง ทำบุญกฐิน เริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำเดือน 11 จนถึงวันเพ็ญเดือน 12 สำหรับประชาชนที่อยู่ริมน้ำ จะมีการแข่งเรือ (ส่วงเฮือ) ด้วย เพื่อระลึกถึงอุสุพญา

10 ตุลาคม 2550

ภาพกิจกรรมการเรียนการสอน (Learnning)

รูปแบบการเรียนการสอน (Learning methods)
.....รูปแบบการเรียนการสอน (Learning methods) หมายถึงรูปแบบหรือชนิดของการปฏิสัมพันธ์( Interaction)แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะหลักๆคือ
1. รูปแบบการเรียนการสอนในลักษณะซิงโครนัส (Synchronous Learning methods)หมายถึงการนำเสนอองค์ความรู้ รวมถึงปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน หรือผู้เรียนกับผู้เรียนด้วยกัน เกิดขึ้น ณ เวลาพร้อมกัน หรือเกิดขึ้น ณ เวลาจริง ลักษณะการนำเสนอที่อยู่ในรูปแบบนี้ได้แก่ การใช้ระบบ Video Conference หรือระบบ Online Chat ไม่ว่าจะเป็นชนิดเสียงหรือตัวอักษร การปฏิสัมพันธ์จะเกิดขึ้น ณ เวลาเดียวกัน
2. การนำเสนอในลักษณะอะซิงโครนัส (Asynchronous Learning methods)การนำเสนอในลักษณะนี้ คู่ปฏิสัมพันธ์ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาที่ตรงกัน ตัวอย่างการเรียนการสอนได้แก่ การทีให้นักศึกษาเรียนรู้ผ่านทางเว็บเพจ การปฏิสัมพันธ์ อาจเกิดขึ้นโดยการใช้กระดานสนทนาอิเล็กทรอนิกส์ (Webboard) หรือการใช้ E-mail เป็นต้น
.....รูปแบบวิธีการเรียนการสอนเดิมเป็นการสื่อสารแบบทางเดียว การปฏิสัมพันธ์ผ่านทางโทรศัพท์ โทรสารและไปรษณีย์ มีการพบปะกับผู้สอนเป็นครั้งคราว สำหรับสื่อที่ใช้คือสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ เทปคาสเซท แถบวีดีทัศน์ เป็นต้น ปัจจุบันมีการพัฒนาสื่อช่วยสอนต่างๆ เช่น ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ การสนทนา กระดานข่าวสารโดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีเครือข่ายคอมพิวเตอร์ มีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่างๆที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อบรรจุสิ่งที่ต้องการถ่ายทอด เช่นแผ่นบันทึกข้อมูล ซีดีรอมและ Internet โดยที่การพัฒนามีความต่อเนื่องตลอดเวลาในอนาคตระบบการศึกษาจะนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยต่างๆ เข้ามาช่วยในการเรียนการสอน เป็นประโยชน์ต่อภาวะสังคมปัจจุบันมากขึ้นและเป็นทางเลือกสำหรับผู้เรียนที่มีข้อจำกัดต่างๆ ยกตัวอย่างระบบที่ถูกพัฒนาขึ้นมาและมีแนวโน้มในอนาคตจะถูกนำมาใช้ในวงการศึกษามากขึ้นคือมีระบบการประชุมทางเสียง การสัมมนาและการประชุมวีดีทัศน์สำหรับชั้นเรียนขนาดใหญ่ผ่านดาวเทียม เคเบิล และเทคโนโลยีโทรศัพท์ เป็นต้น
.....ดังนั้นหลักสูตรภายให้โครงการจัดตั้งสาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์จะเป็นระบบการเรียนการสอนแบบผสมผสานและสามารถนำเครื่องมืออุปกรณ์ทางสื่อต่างๆ ที่สำคัญและเป็นประโยชน์มาใช้ร่วมกับการสอนแบบเผชิญหน้า เพื่อให้องค์ความรู้เข้าถึงผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
***การจัดการเรียนการสอน ***
......การเรียนการสอนเป็นระบบรายวิชาแต่ละรายวิชากำหนดให้มีเท่ากับจำนวนหน่วยกิต 3 หน่วยกิต ยกเว้นบางรายวิชาที่กำหนดให้มีจำนวนหน่วยกิตแตกต่างไปจากนี้ แต่จะกำหนดเฉพาะรายวิชาที่จำเป็นเท่านั้นการจัดการการศึกษาใช้ระบบการสอนแบบผสมผสาน (Integrated) ประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญดังต่อไปนี้
1) สื่อ
1.1 ) สื่อหลัก ได้แก่วีซีดี (VCD)
1.2 ) สื่อรอง ได้แก่ เอกสารประกอบการบรรยาย (Handout) , e-Learning เทปคาสเซท , VDO on demand, บทความ,บทสัมภาษณ์, หนังสืออ่านประกอบ เป็นต้น
2) กระบวนการเรียนการสอน
2.1) การสอนผ่านสื่อหลักและสื่อรอง
2.2) การสอนผ่าน e-Learning บางหน่วยบางรายวิชา
2.3) การสอน Tutorial
2.4) การฝึกปฏิบัติในห้องทดลองของสถาบันต่างๆ
2.5) การทำ Project
2.6) การดูงานสถานที่จริง เช่นโรงงาน เป็นต้น
3) ระบบการวัดผล
3.1) การสอบเก็บคะแนนระหว่างภาค
3.2) การสอบ midterm
3.3) การสอบ final
3.4) การสอบซ่อม
3.5) การประเมินผลภาคปฏิบัติและรายงาน

***ภาพกิจกรรมการเรียนการสอน (Learnning)***


***การใช้เครื่อง Phoropter***


***การใช้เครื่อง Auto-refractometer***


***การเชื่อมกรอบแว่นตา***


***การใช้ Retinoscope***


***การใช้เครื่อง Lensmeter***


***การใช้เครื่องฝนเลนส์อัตโนมัติ***


***การวัด P.D***


***การใช้เครื่อง Keratometer***

***ประโยชน์ของมัลติมีเดีย***
.....มัลติมีเดีย ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตของคนเรามากยิ่งขึ้น โดยมีประโยชน์ ดังนี้
*เสนอสิ่งเร้าให้กับผู้เรียน ได้แก่ เนื้อหา ภาพนิ่ง คำถาม ภาพเคลื่อนไหว
*นำเสนอข่าวสารในรูปแบบที่ไม่จำเป็นต้องเรียงลำดับ เช่น บทเรียนมัลติมีเดีย
*สร้างสื่อเพื่อความบันเทิง
*สร้างสื่อโฆษณา หรือประชาสัมพันธ์
.....นอกจากประโยชน์ดังกล่าว เทคโนโลยีมัลติมีเดีย ยังมีบทบาทต่อ
*การเรียนการสอน อันส่งผลให้เกิดระบบห้องสมุดแบบดิจิตอล (Digital Library) การเรียนการสอนทางไกล (Distance Learning) การสร้างห้องเรียนเสมือนจริง (Virtual Classroom) และการเรียนการสอนแบบกระจาย อันส่งผลให้เกิดการเรียนรู้อย่างกว้างขวาง
*ธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า E-Commerce อันจะช่วยให้การนำเสนอสินค้า มีความน่าสนใจมากกว่าเดิม
*การสื่อสารโทรคมนาคม เนื่องด้วยเทคโนโลยีมัลติมีเดีย ต้องอาศัยสื่อเพื่อเผยแพร่ข้อมูล ดังนั้นเทคโนโลยีนี้ จึงมีความสัมพันธ์กับ ระบบการสื่อสารโทรคมนาคม อย่างแยกกันได้ยากมาก
*ธุรกิจการพิมพ์ นับเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่สัมพันธ์กับเทคโนโลยีมัลติมีเดีย อันจะส่งผลให้หนังสือ สิ่งพิมพ์ต่างๆ มีความน่าสนใจมากขึ้น และปัจจุบันก็มี E-Magazine หรือ E-Book ออกมาอย่างแพร่หลาย
*ธุรกิจการให้บริการข้อมูลข่าวสาร เมื่อมีการนำเทคโนโลยีมัลติมีเดียมาช่วย จะทำให้ข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ออกไป มีความน่าสนใจมากกว่าเดิม
*ธุรกิจโฆษณา และการตลาด แน่นอนว่ามีความสัมพันธ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อันจะช่วยดึงดูดคนเข้ามาชม ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีความแปลกใหม่
*การแพทย์และสาธารณสุข ปัจจุบันมีการสร้างสื่อเรียนรู้ด้านการแพทย์ ช่วยให้ประชาชนทั่วไป มีความสนใจศึกษา เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการดูแล รักษาสุขภาพตนเอง
*นันทนาการ นับเป็นบทบาทที่สำคัญมาก ทั้งในรูปของเกม การเรียนรู้ และ VR เป็นต้น

09 ตุลาคม 2550

การผลิตสื่อโสตทัศน์


ทัศนลักษณ์ของสื่อโสตทัศน์
.....สื่อโสตทัศน์ส่วนมากเป็นสื่อที่ใช้ร่วมกับสื่ออื่น จึงต้องผลิตออกมาในรูปแบบที่สอดคล้อง หรือพร้อมที่จะถ่ายโอน (Transfer) ไปสู่ระบบสื่อนั้น ๆ ได้
.....ในด้านทัศนลักษณ์ของสื่อโสตทัศน์จะต้องเน้นให้สอดคล้องกับลักษณะระบบการสอนผ่านจอภาพ องค์ประกอบของทัศนลักษณ์ควรประกอบด้วย สัญลักษณ์ มทส ขนาดและความยาว พื้นที่ซ้อนภาพ
1.สัญลักษณ์ มทส (SUT Logo)
...สื่อโสตทัศน์ทุกรูปแบบ.ทุกชิ้นที่เป็นผลงานของมหาวิทยาลัยควรมีสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัย ปรากฏกำกับอยู่ เพื่อแสดงเอกลักษณ์ความเป็นเจ้าของ.และแสดงสิทธิ์ในฐานะเป็นผู้สร้างสรรค์ต้นแบบชิ้นงาน
2.ขนาดและความยาว
...ขนาด หมายถึง ขนาดของภาพที่จะปรากฏบนสื่อพิมพ์ จะต้องมีรูปแบบและขนาดไม่หลากหลายจนเกินไป..รูปแบบและขนาดของภาพนี้จะต้องมีความคล่องตัวที่จะแปลงไปปรากฏบนจอภาพได้ โดยง่ายและลงตัว ดังนั้น ไม่ว่าภาพต้นแบบจะมีขนาดและลักษณะอย่างไรก็ตาม จะต้องแปลงมาเป็นภาพดิจิทัล กราฟิก หรือบิตแมบ
ความยาว หมายถึง ความยาวของสื่อเสียง และภาพเคลื่อนไหว ควรจะมีลักษณะสั้นกะทัดรัด ถ้าเป็นการบรรยาย หรืออภิปรายยาว ก็ควรจะมีลักษณะที่สามารถตัดตอนเป็นช่วง ๆ ที่มีความยาวเหมาะสมที่จะ ถ่ายโอนไปลงในไฟล์เสียงของระบบไปรษณีย์เสียงหรือคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยได้
3. พื้นที่ซ้อนภาพ
...ในระบบการเรียนการสอนผ่านจอภาพนั้น..ถ้าเป็นระบบหลายจอจะไม่มีปัญหาเรื่องการซ้อนภาพ แต่โดยทั่วไปแล้วนิยมใช้ระบบมีจอภาพหลักจอเดียวเวลานำเสนอข้อมูล เช่น รูปภาพ แผนภูมิ กราฟ ก็ต้องเสนอเต็มจอ ผู้เรียนจึงจะสามารถอ่านข้อมูลได้ หากจำเป็นจะต้องซ้อนภาพกรอบเล็ก ๆ เข้ามาบนจอหลัก ขนาดของภาพซ้อนควรมีขนาดไม่เกิน 1 ใน 10 ของจอหลักและซ้อนทับลงไปบนตราสัญลัของ

มหาวิทยาลัย
กระบวนการผลิตสื่อโสตทัศน์
1. ระบบการผลิตสื่อโสตทัศน์
ระบบการผลิตสื่อโทรทัศน์โดยทั่วไปมี 8 ขั้นตอน คือ (1) ขั้นกำหนดวัตถุประสงค์ (2) ขั้นวิเคราะห์เนื้อหา (3) ขั้นกำหนดแนวคิด (4) ขั้นวางแผนผลิต (5) ขั้นเตรียมการผลิต (6) ขั้นดำเนินการผลิต (7) ขั้นทดสอบประสิทธิภาพสื่อและ (8) ขั้นปรับปรุงสื่อให้ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ แต่การผลิต สื่อโสตทัศน์เพื่อการศึกษาไร้พรมแดน "แผนมทส." จะต้องทำงานร่วมกันระหว่างกลุ่มผลิต (Course Team) กับหน่วยผลิตและพัฒนาสื่อการศึกษา (Media Production Center) จึงแบ่งระบบการผลิตออกเป็น 5 ระยะคือ
1.0 กำหนดความต้องการ
2.0 เตรียมการผลิต
3.0 ดำเนินการผลิต
4.0 ทดสอบประสิทธิภาพ
5.0 จัดเก็บและให้บริการ


ภาพแสดงแบบจำลองระบบการผลิตสื่อโสตทัศน์


1.0 กลุ่มผลิตกำหนดความต้องการ ขั้นนี้เป็นงานในหน้าที่ของกลุ่มผลิตรายวิชาในการพัฒนาการเรียนการสอน และผลิตสื่อการสอนโดยการกำหนดวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอน วิเคราะห์เนื้อหา กำหนดแนวคิดและลักษณะของสื่อที่ต้องการใช้


2.0 เตรียมการผลิต ขั้นนี้มีลักษณะการทำงานที่แตกต่างกัน 3 แบบ คือ2.1 กลุ่มผลิตดำเนินการผลิตด้วยตนเอง หรือบันทึกการสอนจริงของผู้สอน เช่น เทปบันทึกเสียง เทปบันทึกภาพ หรือภาพถ่าย เป็นต้น แล้วส่งไปดำเนินการต่อในขั้น 4.02.2 กลุ่มผลิตคัดเลือกสื่อต้นแบบ ในกรณีที่มีแหล่งสื่ออยู่แล้วต้องการจะนำมาดัดแปลง หรือปรับปรุงให้ได้ตรงกับความต้องการของกลุ่มผลิต เมื่อเลือกได้แล้วก็ส่งไปให้หน่วยผลิตและพัฒนาสื่อการศึกษาดำเนินการผลิตต่อในขั้น 3.02.3 กลุ่มผลิตหรือผู้แทน ร่วมกับบุคลากรของหน่วยผลิตและพัฒนาสื่อการศึกษา เป็นคณะทำงานวางแผนการผลิต ตามกระบวนการผลิตของสื่อแต่ละประเภทแล้วบุคลากรของหน่วยผลิตและพัฒนาสื่อการศึกษานำมาดำเนินการผลิตในขั้น 3.03.0 หน่วยผลิตและพัฒนาสื่อการศึกษาดำเนินการผลิต ขั้นนี้เป็นขั้นที่มีรายละเอียดในการผลิตครบถ้วนแล้ว จึงเป็นการทำงานด้านการผลิตที่ใช้เครื่องมือทางเทคนิคเฉพาะในหน่วยผลิตและพัฒนาสื่อการศึกษา4.0 กลุ่มผลิตร่วมกับหน่วยผลิตและพัฒนาสื่อการศึกษา ดำเนินการทดสอบประสิทธิภาพของสื่อ สื่อต้นแบบที่ผลิตขึ้นจากขั้น 3.0 จะถูกนำมาทดสอบความถูกต้องและเหมาะสมทางด้านเนื้อหา และคุณภาพทางเทคนิค ถ้าสื่อไม่ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ของหน่วยผลิตและพัฒนาสื่อการศึกษาก็จะต้องย้อนกลับไปปรับปรุง หรือผลิตใหม่ ตามวิถีข้อมูลย้อนกลับ1 หรือวิถีข้อมูลย้อนกลับ 2 แล้วแต่กรณี5.0 หน่วยผลิตและพัฒนาสื่อการศึกษาดำเนินการจัดเก็บและให้บริการ การจัดเก็บของหน่วยผลิตและพัฒนาสื่อการศึกษา หมายถึงการแปลงผัน (Transform) การถ่ายโอน (Transfer) ไปเก็บในระบบอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล พร้อมที่จะให้บริการแก่กลุ่มผลิต ผู้สอน และผู้เรียน2. กระบวนการและวิธีการผลิตสื่อโสตทัศน์สื่อโสตทัศน์เพื่อการศึกษาไร้พรมแดน เป็นสื่อที่ต้องการคุณภาพสูงในรูปแบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล จึงมีกระบวนการและวิธีการผลิตเฉพาะที่ใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีสารสนเทศ หน่วยผลิตและพัฒนาสื่อการศึกษาจึงต้องเป็นหน่วยงานที่จะกำหนดกระบวนการและวิธีการผลิต พร้อมทั้งการพัฒนาบุคลากรของหน่วยฯ ให้มีขีดความสามารถในการผลิตและให้บริการสื่อโสตทัศน์ด้วย
3. การนำเสนอสื่อโสตทัศน์
.....สื่อโสตทัศน์ทั้งสื่อเสียง ภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว แม้จะมีบริบทในการใช้เป็นสื่อเอกเทศก็ตาม แต่ในระบบการศึกษาไร้พรมแดน "แผนมทส." ก็มีฐานะเป็นสื่อเสริมเท่านั้น คือ ใช้ในการสอนเสริม สอนทบทวน หรือสื่อปฏิสัมพันธ์ในกลุ่มย่อยเท่านั้น ส่วนใหญ่แล้วสื่อโสตทัศน์จะถูกนำไปใช้เป็นสื่อร่วมในระบบสื่อหลักคือ สื่อปฏิสัมพันธ์ สื่อคอมพิวเตอร์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคมซึ่งการนำเสนอก็จะต้องดำเนินการตามแนวทางในการนำเสนอของสื่อหลักเหล่านั้น
การประเมินผลสื่อโสตทัศน์


.....เนื่องจากสื่อโสตทัศน์มีบริบทในการใช้ร่วมกับสื่ออื่น การทดสอบประสิทธิภาพของสื่อทาง การเรียนการสอนจริงจังนั้น เป็นเรื่องของการทดสอบระบบสื่อหลักเหล่านั้นทั้งระบบ ซึ่งมีสื่อโสตทัศน์เป็นองค์ประกอบอยู่แล้ว ส่วนการทดสอบประสิทธิภาพของสื่อโสตทัศน์โดยตรงนั้นเป็นการทดสอบในกระบวนการผลิต ซึ่งมีการทดสอบด้านความสอดคล้องและถูกต้องของเนื้อหา โดยกลุ่มผลิตและการทดสอบคุณภาพด้านเทคนิค โดยบุคลากรทางเทคนิคของหน่วยผลิตและพัฒนาสื่อการศึกษา ซึ่งจะต้องทดสอบและปรับปรุงให้ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ของสื่อหลักแต่ละระบบเมื่อได้ผลิตสื่อโสตทัศน์แล้ว ต้องมีการประเมินสื่อในส่วนที่เกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การประเมินประสิทธิภาพ การประเมินคุณภาพ การประเมินผลกระทบ และการประเมินการบริหารและการจัดการ

1. การประเมินผลการเรียน การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมุ่งหาพัฒนาการ หรือความก้าวหน้าทางการเรียนด้วยการนำผลที่ได้จากการทดสอบหลังเรียน (Posttest) มาเทียบกับการทดสอบก่อนเรียน (Pretest) ซึ่งจะบอกให้ทราบว่า เมื่อผู้เรียนได้เรียนจากสื่อโสตทัศน์แล้วจะมีสัมฤทธิผลทางการเรียนตามเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่ เพียงใด
2. การประเมินประสิทธิภาพ ครอบคลุมการประเมินประสิทธิภาพของกระบวนการ (Efficiency of Process - E1) และประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (Efficiency of Product - E2)
ประสิทธิภาพกระบวนการ (E1) ประเมินจากกิจกรรมและงานที่ผู้เรียนลงมือทำในระหว่างประกอบกิจกรรมการเรียนจากสื่อโสตทัศน์ เช่น การอภิปราย การตอบคำถาม การทำรายงาน การค้นคว้าทดลอง ที่สามารถนำมาประเมินและตีความได้ ถือเป็นการประเมินความก้าวหน้า (Formative Evaluation)
ประสิทธิภาพผลลัพธ์ (E2) ประเมินจากผลการสอบหลังเรียนหรือการประเมินสรุป (Summative Evaluation)

3. การประเมินคุณภาพ ครอบคลุมการประเมินคุณภาพด้านเทคนิคการผลิตและด้านทัศนคติของผู้เกี่ยวข้อง ทั้งที่เป็นสื่อภาพและสื่อเสียงเอกเทศและที่เป็นส่วนของสื่อประเภทอื่น
การประเมินคุณภาพด้านเทคนิค เป็นการประเมินความเหมาะสมชัดเจนของภาพและเสียงขนาด เนื้อหาสาระ การออกแบบ สีสัน และรูปแบบ
การประเมินด้านทัศนคติ เป็นการประเมินความคิดเห็นและทัศนคติที่ผู้สอนและผู้เรียนมีต่อสื่อภาพและเสียง
4. การประเมินผลกระทบ เป็นการประเมินผลดีและผลเสียที่เกิดจากการใช้สื่อโสตทัศน์ ทั้งโดยเอกเทศและโดยเป็นส่วนหนึ่งของสื่ออื่น
5. การประเมินการบริหารและจัดการ เป็นการประเมินการวางแผน การจัดองค์การ การกำกับควบคุม การสนับสนุน การประสานงาน การบริหารงานบุคลากร การเงินการบัญชี และการสั่งการในส่วนที่เกี่ยวกับการผลิตและการใช้สื่อโสตทัศน์

04 ตุลาคม 2550

การผลิตสิ่งพิมพ์


ความหมายของการพิมพ์
.....เป็นการจำลองต้นฉบับอันหนึ่งต้นฉบับนี้จะเป็นภาพหรือเป็นตัวหนังสือก็ตาม การพิมพ์ไม่ได้เป็นการสร้างต้นฉบับ แต่เป็นการจำลองต้นฉบับออกมา การถ่ายรูปเป็นการสร้างต้นฉบับไม่ใช่การพิมพ์ แต่การอัดรูป เป็นการจำลองต้นฉบับเป็นการพิมพ์การจำลองนี้จะต้องเป็นการจำลองจำนวนมาก ๆ ไม่ใช่การเขียนลอกแบบภาพออกมาทีละภาพซึ่งไม่เป็นการพิมพ์ ภาพแต่ละแผ่นที่จำลองออกมาต้องเหมือน ๆ กัน การจำลองนั้น จะต้องจำลองบนวัตถุที่เป็นพื้นแบน หรือใกล้เคียงกับพื้นแบน แม้การพิมพ์บนขวด บนหลอดยาสีฟันที่แม้เป็นรูปแล้วจะไม่มีลักษณะแบนทีเดียว แต่พื้นผิวที่พิมพ์เรียบแบนไม่ขรุขระ
วิวัฒนาการพิมพ์
.....จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ศิลปะของมนุษย์ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งปรากฏอยู่บนผนังถ้ำลาสคัวกซ์ (Lascaux) ในฝรั่งเศส และถ้ำอัลตามิรา (Altamira) ในสเปน นอกจากปรากฏผลงานด้านจิตรกรรมที่มีคุณค่าด้านความงามของมนุษยชาติในช่วงประมาณ 17,000-12,000 ปีที่ผ่านมาแล้ว ยังปรากฏผลงานแกะสลักหิน แกะสลักผนังถ้ำเป็นรูปสัตว์ลายเส้นซึ่งการแกะสลักภาพลายเส้นบนผนังถ้ำนั้น อาจนับได้ว่าเป็นพยานหลักฐานในการแกะแบบพิมพ์ของมนุษย์เป็นครั้งแรกก็ได้ นอกจากนั้น ยังปรากฏการณ์เริ่มต้นพิมพ์ภาพผ่านฉากพิมพ์ (Stencil) อีกด้วย โดยวิธีใช้มือวางทาบลงบนผนังถ้ำ แล้วพ่นหรือเป่าสีลงบนฝ่ามือ ส่วนที่เป็นมือจะบังสีไว้ ให้ปรากฏเป็นภาพแบน ๆ แสดงขอบนอกอย่างชัดเจน ซึ่งนับว่าเป็นการพิมพ์อย่างง่าย ๆ วิธีการหนึ่ง (วิรุณ ตั้งเจริญ, 2523 : 9) ในสมัยอารยธรรมประวัติศาสตร์ยุคแรก กลุ่มประเทศเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia) ได้รู้จักการใช้ของแข็งกดลงบนดินทำให้เกิดเป็นลวดลายตัวอักษร เรียกว่า อักษรลิ่ม (Cuneiform) ซึ่งมีอายุประมาณ 5,000 ปีก่อนคริสต์กาล (5,000 B.C.)เมื่อ 1300 ปีก่อนคริสต์กาล จีนได้คิดหนังสือขึ้นใช้โดยเขียนบนใบลานและเขียนบนไม้ไผ่เหลาเป็นซี่ แล้วร้อยเชือกให้อยู่เป็นปึกเดียวกันม้วนคลี่อ่านได้ (วัลลภ สวัสดิวัลลภ, 2527 : 31) ต่อมาเมื่อ 400 ปีก่อนคริสต์กาล ชาวจีนเริ่มเขียนหนังสือบนผ้าไหม หลังจากนั้นประมาณ 255 ปีก่อนคริสต์กาล ชาวจีนรู้จักการแกะสลักลงบนแผ่นหิน กระดูกสัตว์ งาช้าง และนำไปประทับบนขี้ผึ้งหรือดินเหนียว (วิษณุ สุวรรณเพิ่ม, 2531 : 30) ชาวจีนชื่อ ไซลัน (Silan) คิดวิธีทำกระดาษขึ้นมาได้ และกลายเป็นวัสดุสำคัญสำหรับการเขียนและการพิมพ์ในเวลาต่อมา (ศิริพงศ์ พยอมแย้ม, 2530 : 3)



.....หนังสือกรีกเป็นหนังสือแบบม้วน กว้างประมาณ 10 นิ้ว และยาวถึง 35 ฟุต ลักษณะการเขียนใช้วิธีเขียนเป็นคอลัมน์ กว้างประมาณ 3 นิ้วเว้นช่องว่างระหว่างคอลัมน์ไว้เป็นขอบชาวอังกฤษและโรมัน นิยมเขียนหนังสือบนแผ่นไม้ ซึ่งเป็นไม้จากต้นบีช (Beech) ซึ่งภาษาแองโกล-แซกซอนเรียกว่า "BOC" จึงเป็นคำที่มาของคำว่า "Book" ในภาษาอังกฤษพวกโรมันมีวิธีรวมเล่มหนังสือ โดยการเจาะรูแผ่นไม้แล้วร้อยด้วยวงแหวน และเรียกหนังสือนี้ว่า โคเค็กซ์ (Codex) ซึ่งเรียกว่าหนังสือแผ่นแผ่นไม้ที่ใช้เขียนหนังสือ มีลักษณะที่แปลก คือ แผ่นไม้จะเคลือบด้วยกาวผสมชอลก์หลายๆชั้น ซึ่งจะแข็งตัวเมื่อแห้งสนิทดีแล้ว และเคลือบพับด้วยขี้ผึ้งสีดำบางๆ ดังนั้นเวลาเขียนด้วยเหล็กจาร ก็จะปรากฏเป็นตัวอักษรสีขาวบนพื้นดำ แผ่นเคลือบนี้ใช้สำหรับการเขียนที่ไม่ถาวรเป็นส่วนใหญ่ เพราะสามารถลบได้ ถ้าเป็นเรื่องสำคัญที่จะเก็บบันทึกไว้ พวกโรมันก็จะใช้กระดาษม้วนปาไปรัสแบบกรีกแทนจุดกำเนิดของหนังสือที่มีลักษณะเหมือนในยุคปัจจุบัน เริ่มจากในคริสตศตวรรษที่ 1 มีการนำหนังสือที่เขียนบนแผ่น กระดาษปาไปรัสผนึกทับบนกระดาษคู่หนึ่ง ซึ่งพับเข้าหากันได้คล้ายกับหนังสือที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ พวกโรมันชอบหนังสือแบบนี้มาก เพราะนำติดตัวได้ง่าย และสามารถเอาเนื้อหามาวางเทียบกันได้จึงรับหนังสือแผ่นนี้มาใช้ หนังสือม้วนจึงถูกยกเลิกไปราวๆคริสตศวรรษที่ 4


วิวัฒนาการนำหนังมาเป็นหนังสือม้วน เกิดขึ้นเมื่อราว 200 ปี ก่อนคริสตกาลหนังที่นำมาใช้ต้องผ่านการฟอกและ ขัดจนเรียบ ราคาจึงแพง แต่มีข้อได้เปรียบกว่ากระดาษปาไปรัส เพราะใช้เขียนได้ 2 หน้า และสามารถวาดภาพด้วยสีน้ำมันได้ ทั้งเก็บได้หนากว่าสีน้ำหรือสีหมึกในคริสตวรรษที่ 6 มีการตั้ง "โรงเรียน" (Scriptoria) ขึ้นในอิตาลี เป็นที่สำหรับใช้ให้ บรรดาพวกพระทำการคัดลอกและเขียนต้นฉบับหนังสือ วิธีการนี้ได้แพร่หลายไปทั่วยุโรป หนังสือที่เกิดจากฝีมือ พวกพระในสมัยระหว่างคริสตศตวรรษ ที่ 5-15 นี้ เขียนบน แผ่นหน้าเป็นส่วนมาก ใช้แผ่นหนัง 4 ผืน ซ้อนกันแล้วพับครึ่ง เย็บด้ายตรงรอยพับ นับเป็นยกหนึ่ง ซึ่งจะเท่ากับ 8 แผ่น หรือ 16 หน้า จะเขียนทีละหน้าและมี การประดิษฐ์หัวเรื่องให้ สวยงาม โดยใช้สีต่างๆอักษรตัวแรก ของประโยคก็เป็นอักษร ประดิษฐ์เช่นเดียวกัน เมื่อเขียนเสร็จ มีการตรวจทานให้ถูกต้อง และส่งไปทำปกในส่วนของปกก็มีการ ออกแบบลวดลาย ให้สวยงาม

ในคริสตศตวรรษที่ 13 มีมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นในยุโรปหลายแห่ง ความต้องการหนังสือตำราต่างๆมีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มหาวิทยาลัยจึงจ้างเสมียนคัดลอกและเก็บรักษาหนังสือสำหรับให้นักศึกษาและอาจารย์ได้เข้าไปใช้และเมื่อมีการนำกระดาษมาใช้แทนหนังราคาหนังสือก็ถูกลง จึงมีการทำขายแทนการเช่า การผลิตหนังสือก็ต้องเปลี่ยนโฉมหน้าให้ทันกับความต้องการ ทั้งปริมาณ และความรวดเร็ว ดังนั้น การสนใจเรื่องการประดิษฐ์เพื่อความสวยงามก็ลดน้อยลงไป ทัศนะเดิมที่เคยถือกันว่า"หนังสือเป็นงานอวดฝีมือ และศิลปะ" ก็เปลี่ยนมาเป็น "หนังสือเพื่อความรู้"แทนและเมื่อโจฮัน กูเต็นเบิร์ก ประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ได้สำเร็จในราวกลาง คริสตศตวรรษที่ 15 ก็ทำให้หนังสือเปลี่ยนโฉมหน้าเข้าสู่ยุคการพิมพ์ จึงเป็นการสิ้นสุดหนังสือยุคก่อน การพิมพ์ (วัลลภ สวัสดิวัลลภ, 2515 : 29-33)
การพิมพ์ทางตะวันตก
.....ประเทศตะวันตกนั้น หมายถึง กลุ่มประเทศในทวีปยุโรปซึ่งเคยมีความเจริญด้านเทคโนโลยีมาก่อนทวีปอื่น ๆ ในราวคริสต์ศตวรรษที่ 15 ยุโรปตกอยู่ในยุคมืด หรือยุคกลาง (Midieval age) การเผยแพร่วิทยาการเป็นไปอย่างเชื่องช้า เพราะเอกสาร ตำรา ยังเป็นลายมือเขียน ตำราแต่ละเล่มจึงมีจำนวนน้อย และมีราคาแพง ทำให้วิชาความรู้จำกัดอยู่แต่หมู่คนชั้นสูงเฉพาะวงแคบครั้นต่อมาการพิมพ์ได้พัฒนาขึ้น สามารถผลิตหนังสือได้อย่างรวดเร็ว และมีจำนวนมาก ความรู้วิทยาการทั้งหลายจึงแพร่กระจายสู่มือของสามัญชนอย่างมากมาย เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่นำไปสู่ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) ในยุโรป (mills, 1968 : 590)
เป็นที่ยอมรับกันว่า ผู้ที่ค้นคิดวิธีพิมพ์อย่างเป็นระบบเป็นคนแรกจนได้รับการยกย่องว่าเป็น "บิดาของการพิมพ์" ได้แก่ โจฮัน กูเต็นเบิร์ก (Johann Gutenberg) เพราะเขาได้ประดิษฐ์แท่นพิมพ์ พัฒนาแม่แบบสำหรับหล่อตัวพิมพ์โลหะเป็นตัว ๆ สามารถที่จะเรียงเป็นคำ เป็นประโยคและเมื่อใช้พิมพ์ไปแล้วก็สามารถนำกลับมาเรียงใหม่ เพื่อใช้พิมพ์หมุนเวียนได้อีก ซึ่งเรียกว่า เป็นวิธี Movable อันเป็นต้นกำเนิดของการพิมพ์เลตเตอร์เพรส์ส ตลอดจนการค้นคิดวิธีการทำหมึกที่ได้ผลดี สำหรับใช้ตัวเรียงโลหะ



.... ค.ศ. 1495 Albrecht Durer ศิลปินแกะไม้ชาวเยอรมัน ซึ่งเคยเป็นจิตรกรช่างเขียนภาพได้คิดวิธีพิมพ์จากแม่พิมพ์ทองแดง (Copper plate engraving) โดยการใช้ของแหลมขูดขีดให้เป็นรูปรอยบนแผ่นทองแดง และใช้พิมพ์แบบ Gravure เป็นครั้งแรกในเยอรมัน (กำธร สถิรกุล : 189)
.....ต่อมาในปี ค.ศ. 1793 ชาวเยอรมัน ชื่อ (อะลัวร์ เซเนเฟลเดอร์) Alois Senefelder ได้ค้นพบวิธีการพิมพ์หิน (Lithography) ซึ่งเป็นวิธีการพิมพ์แบบพื้นราบ (Planographic printing) ขึ้นได้เป็นคนแรกค.ศ. 1904 ไอรา วอชิงตัน รูเบล (Ira Washington Rubel) (กำธร สถิรกุล, 2515 : 194) ช่างพิมพ์ชาวอเมริกันได้สังเกตเห็นว่า ในการป้อนกระดาษเข้าพิมพ์โดยแท่น Cylinder press บางครั้งลืมป้อนกระดาษเข้าไป หมึกจะพิมพ์ติดบนลูกกลิ้งแรงกด และเมื่อป้อนกระดาษแผ่นถัดไปหมึกบนตัวพิมพ์จะ ติดบนกระดาษ หน้าหนึ่ง แต่หมึกบนลูกกลิ้งก็จะติดกระดาษอีกหน้าหนึ่ง เมื่อสังเกตดูแล้วพบว่า หมึกที่ติดบนลูกกลิ้งก่อนที่จะติดบนกระดาษนั้น จะมีลักษณะสวยงามกว่า หมึกที่พิมพ์จากตัวพิมพ์ไปติดกระดาษโดยตรง จึงได้คิดวิธีพิมพ์ระบบ Off Set Printing ขึ้น
.....ค.ศ. 1907 แซมมวล มิลตัน (Samuel Simon) แห่งเมือง Machester ได้ปรับปรุงการพิมพ์ระบบ Silk Screen และ จดทะเบียนลิขสิทธิ์ที่ประเทศอังกฤษประมาณ 255 ปีก่อนคริสต์กาล ในภูมิภาคแถบเอเชียตอนกลาง และจีน ได้รู้จักการแกะสลักดวงตราบนแผ่นหิน กระดูกสัตว์และงาช้าง เพื่อใช้ประทับลงบนดินเหนียว บนขี้ผึ้งซึ่งอาจกล่าวได้ว่า เป็นต้นตอของแม่พิมพ์เลตเตอร์เพรส์ส(Letter press)โดยจะเห็นได้จากพงศาวดารจีนโบราณองค์จักรพรรดิ จะมีตราหยกเป็นตราประจำแผ่นดิน ค.ศ. 105 ชาวจีน ชื่อ ไซลั่น คิดวิธีทำกระดาษขึ้นมาได้ และได้กลายเป็นวัสดุสำคัญสำหรับการเขียน และการพิมพ์ในเวลาต่อมาค.ศ. 175 ได้มีการใช้เทคนิคพิมพ์ถู (Rubbing) ขึ้นในประเทศจีน โดยมีการแกะสลักวิชาความรู้ไว้บนแผ่นหิน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจได้นำกระดาษมาวางทาบบนแผ่นหินแล้วใช้ถ่านหรือสีทาลงบนกระดาษ สีก็ติดบนกระดาษในส่วนที่หินนูนขึ้นมา เทคนิคนี้ดูจะเหมือนกับการถู ลอกภาพรามเกียรติ์ที่แกะสลักบนแผ่นหินอ่อนที่วัดโพธิ์ ในทุกวันนี้ (กำธร สถิรกุล, 2515 : 185) ในปี ค.ศ. 400 ชาวจีนรู้จักการทำหมึกแท่งขึ้นใช้ โดยใช้เม่าไฟเป็นเนื้อสี (Pingment) ผสมกาวเคี่ยวจากกระดูกสัตว์ หนังสัตว์ และเขาสัตว์ เป็นตัวยืด (Binder) แล้วทำให้แข็งเป็นแท่ง ชาวจีนเรียกว่า "บั๊ก" ต่อมาในราวปี ค.ศ. 450 การพิมพ์ด้วยหมึกบนกระดาษจึงเกิดขึ้นโดยใช้ตราจิ้มหมึก แล้วตีลงบนกระดาษ เช่นเดียวกับการประทับตรายางในปัจจุบัน (วัลลภ สวัสดิวัลลภ, 2527 : 82)

การพิมพ์ประเภททางตะวันออก
..... ประมาณ 255 ปีก่อนคริสต์กาล ในภูมิภาคแถบเอเชียตอนกลาง และจีน ได้รู้จักการแกะสลักดวงตราบนแผ่นหิน กระดูกสัตว์และงาช้าง เพื่อใช้ประทับลงบนดินเหนียว บนขี้ผึ้งซึ่งอาจกล่าวได้ว่า เป็นต้นตอของแม่พิมพ์เลตเตอร์เพรส์ส(Letter press)โดยจะเห็นได้จากพงศาวดารจีนโบราณองค์จักรพรรดิ จะมีตราหยกเป็นตราประจำแผ่นดิน ค.ศ. 105 ชาวจีน ชื่อ ไซลั่น คิดวิธีทำกระดาษขึ้นมาได้ และได้กลายเป็นวัสดุสำคัญสำหรับการเขียน และการพิมพ์ในเวลาต่อมาค.ศ. 175 ได้มีการใช้เทคนิคพิมพ์ถู (Rubbing) ขึ้นในประเทศจีน โดยมีการแกะสลักวิชาความรู้ไว้บนแผ่นหิน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจได้นำกระดาษมาวางทาบบนแผ่นหินแล้วใช้ถ่านหรือสีทาลงบนกระดาษ สีก็ติดบนกระดาษในส่วนที่หินนูนขึ้นมา เทคนิคนี้ดูจะเหมือนกับการถู ลอกภาพรามเกียรติ์ที่แกะสลักบนแผ่นหินอ่อนที่วัดโพธิ์ ในทุกวันนี้ (กำธร สถิรกุล, 2515 : 185) ในปี ค.ศ. 400 ชาวจีนรู้จักการทำหมึกแท่งขึ้นใช้ โดยใช้เม่าไฟเป็นเนื้อสี (Pingment) ผสมกาวเคี่ยวจากกระดูกสัตว์ หนังสัตว์ และเขาสัตว์ เป็นตัวยืด (Binder) แล้วทำให้แข็งเป็นแท่ง ชาวจีนเรียกว่า "บั๊ก" ต่อมาในราวปี ค.ศ. 450 การพิมพ์ด้วยหมึกบนกระดาษจึงเกิดขึ้นโดยใช้ตราจิ้มหมึก แล้วตีลงบนกระดาษ เช่นเดียวกับการประทับตรายางในปัจจุบัน (วัลลภ สวัสดิวัลลภ, 2527 : 82)
.....สำหรับชิ้นงานพิมพ์ซึ่งเก่าแก่ที่สุด และยังคงหลงเหลืออยู่ได้แก่การพิมพ์โดยจักรพรรดินีโชโตกุ (Shotoku) แห่งประเทศญี่ปุ่น ในราว ค.ศ. 770 โดยพระองค์รับสั่งให้จัดพิมพ์คำสวดปัดรังควานขับไล่วิญญาณ หรือผีร้ายให้พ้นจากประเทศญี่ปุ่น และแจกจ่ายไปตามวัดทั่วอาณาจักรญี่ปุ่น เป็นจำนวนถึงหนึ่งล้านแผ่น ซึ่งต้องใช้เวลาตีพิมพ์ เป็นเวลาถึง 6 ปี (สนั่น ปัทมะทิน, 2513 : 121) จีนนิยมใช้เทคนิคการพิมพ์ด้วยแม่พิมพ์แกะไม้ และพัฒนาขึ้นตามลำดับ ในปี ค.ศ. 868 ได้มีการพิมพ์เป็นหนังสือเล่มแรกมีลักษณะเป็นม้วน มีความยาว 17 ฟุต กว้าง 10 นิ้ว โดยวาง เซียะ (Wang Chieh) ซึ่งยังคงตกทอดมาจนถึงปัจจุบันหนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า วัชรสูตร (Diamond Sutra) (กำธร สถิรกุล, 2515 : 187)



.....ประมาณปี ค.ศ. 1041-1049 การพิมพ์แบบแม่พิมพ์นูนได้เปลี่ยนแปลงวิธีการจากเดิมที่ใช้การแกะไม้เป็นแม่พิมพ์ (เรียกว่า Block) แม่พิมพ์ดังกล่าวสามารถพิมพ์ได้เพียงรูปแบบเดียว มาเป็นการใช้แม่พิมพ์ชนิดที่หล่อขึ้นเป็นตัว ๆ และนำมาเรียงให้เป็นคำเป็นประโยค ซึ่งในปัจจุบันเรียกว่า "ตัวเรียงพิมพ์ (Movable Pype) เมื่อพิมพ์เสร็จแล้ว จะสามารถนำกลับไปเก็บ และสามารถนำมาผสมคำใหม่ในการพิมพ์ครั้งต่อ ๆ ไปได้ ผู้ที่ค้นพบวิธีการใหม่นี้เป็นชาวจีน ชื่อ ไป เซ็ง (Pi Sheng) โดยใช้ดินเหนียวปั้นให้แห้ง แล้วนำไปเผาไฟ
...การสร้างตัวเรียงพิมพ์โลหะ เริ่มมีขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศเกาหลีเมื่อประมาณปี ค.ศ. 1241 ได้มีการหล่อตัวพิมพ์โลหะขึ้นเป็นจำนวนมากตามดำริของกษัตริย์ไทจง (Htai Tjong) (Lechene, 1974 : 1053

วิวัฒนาการด้านการพิมพ์ของชาวตะวันออก (จีน เกาหลี และญี่ปุ่น) นั้น แม้ว่าจะได้เป็นผู้บุกเบิกการพิมพ์เป็นครั้งแรก แต่ก็ไม่ได้พัฒนาการพิมพ์หนังสือให้เจริญจนถึงขีดสูงสุด (แต่กลับมีความเจริญด้านศิลปะภาพพิมพ์ไม้ในประเทศญี่ปุ่นในยุคหลัง) ซึ่งอาจจะเกิดจากสาเหตุได้หลายประการ ดังนี้
1.การพิมพ์ของจีน ได้กระทำในวงแคบเนื่องจากมีผู้รู้หนังสือน้อย
เพราะมีภาษาที่ใช้แตกต่างกันหลายแบบในแต่ละภูมิภาค
2. ตัวอักษรจีนเป็นอักษรประเภทหนังสือภาพ (Pictograph)
หมายถึงคำพูดหนึ่งคำ ก็ต้องมีตัวอักษรหนึ่งตัว จึงปรากฏว่า มีตัวอักษรเป็นจำนวนมากนับพันตัว ไม่สะดวกต่อการใช้ตัว เรียงพิมพ์แต่เหมาะที่จะใช้การแกะแม่พิมพ์ไม้ หรือการกัดบล็อก ซึ่งสิ้นเปลืองเวลาและต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง
3.วัตถุประสงค์ แห่งการพิมพ์ของชาวจีน มิได้เป็นการขยายตัว หรือเผยแพร่วิทยาการเหมือนกับประเทศทางตะวันตก แต่เป็นการพิมพ์เพื่ออนุรักษ์ คัมภีร์ หรือบทกวีเอาไว้เท่านั้น
... ดังนั้น พัฒนาการด้านการพิมพ์ที่ขยายตัวมากยิ่งขึ้นจึงกลับไปปรากฏทางประเทศตะวันตกและมีวิวัฒนาการสืบเนื่องมาจนปัจจุบัน
การพิมพ์ในประเทศไทย


.....แม้ว่าประเทศไทย จะอยู่ใกล้กับประเทศจีน แต่ในด้านการพิมพ์แล้ว การพิมพ์ของไทย กลับได้รับอิทธิพล และรูปแบบการพิมพ์จากประเทศทางตะวันตกมากตั้งแต่ต้น ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้ ในรัชสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช กรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ. 2205 (ค.ศ. 1662) โดยมิชันนารีฝรั่งเศสซึ่งเข้ามาสอนศาสนาในสมัยนั้น จากจำนวนบาทหลวงที่เข้ามายังประเทศไทยมีสังฆราชองค์หนึ่งชื่อ ลาโน (Mgr Laneau) ได้ริเริ่มแต่ง และพิมพ์หนังสือคำสอนทางคริสต์ศาสนาขึ้นนัยว่าสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงพอพระทัยการพิมพ์ตามวิธีฝรั่งของสังฆราชลาโน ถึงกับทรงโปรดให้ตั้งโรงพิมพ์ขึ้นที่เมืองลพบุรี เป็นส่วนของหลวงอีกโรงพิมพ์หนึ่งต่างหาก (อำไพ จันทร์จิระ, 2512 : 73-74) และต่อมาภายหลังรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระเพทราชา ได้ขับไล่บาทหลวงฝรั่งเศสออกจากราชอาณาจักรสยาม กิจการพิมพ์ในสมัยอยุธยาจึงหยุดชะงัก และไม่ปรากฏว่ามีหลักฐานการพิมพ์หลงเหลืออยู่
.....การพิมพ์สมัยกรุงธนบุรี เจษฎาจารย์ ฟ. ฮีแลร์ (ฟ. ฮีแลร์, 2513 : 36) ได้กล่าวถึงการพิมพ์ในสมัยนั้นว่า ในสมัยพระเจ้าตากสินกรุงธนบุรี เมื่อบ้านเมืองเป็นปกติแล้ว บาทหลวงคาทอลิก ชื่อคาร์โบล ได้กลับเข้ามาสอนศาสนา จัดตั้งโรงพิมพ์ และพิมพ์หนังสือขึ้นที่วัดซันตาครูส ตำบลกุฎิจีน จังหวัดธนบุรี หนังสือฉบับนั้นลงปีที่พิมพ์ว่าเป็น ปี ค.ศ. 1796 (พ.ศ. 2339) ซึ่งคาบเกี่ยวมาถึงรัชสมัยพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และสันนิษฐานได้ว่า แม่พิมพ์คงใช้วิธีการแกะแม่พิมพ์ไม้เป็นหน้า ๆ มากกว่าการใช้ตัวเรียงพิมพ์โลหะ
ในปี พ.ศ. 2356 (ค.ศ. 1813) ได้มีการหล่อตัวพิมพ์เป็นภาษาไทยขึ้นเป็นครั้งแรก โดยนางจัดสัน (Nancy Judson) ซึ่งเป็นมิชชันนารีอเมริกัน และเข้ามาดำเนินกิจการทางศาสนาในเมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า นางมีความสนใจภาษาไทยจากเชลยชาวไทยในพม่า และได้ดำเนินการหล่อตัวพิมพ์ภาษาไทยขึ้นเป็นครั้งแรก ต่อมาตัวแม่พิมพ์ภาษาไทยชุดนี้ได้ถูกนำไปยังเมืองกัลกัตตา ประเทศพม่า และมีผู้ซื้อต่อโดยนำมาไว้ที่เมืองสิงคโปร์ นักบวชอเมริกันได้ซื้อตัวพิมพ์และแท่นพิมพ์ดังกล่าวแล้วนำมาสู่เมืองไทยอีกทีหนึ่ง โดยมิชชันนารีคณะ American Board of Commissioners for Foreign Missions (กำธร สถิรกุล, 2515 : 198)
การหล่อตัวพิมพ์ในประเทศไทย หมอบรัดเลย์ (Dr.Dan Beach Bradley) ชาวอเมริกัน นับได้ว่าเป็นบุคคลแรกที่ได้กระทำขึ้น โดยหมอบรัดเลย์รู้สึกว่าตัวพิมพ์ไทยแบบเดิมมีลักษณะที่ไม่สวยงาม จึงได้คิดประดิษฐ์ตัวพิมพ์ขึ้นใหม่ให้น่าอ่านกว่าเดิม และทำได้ สำเร็จในปี พ.ศ. 2384 (ค.ศ. 1841) โดยขั้นแรกยังหล่อตัวพิมพ์เองไม่ได้ ต้องสั่งช่างหล่อเข้ามาจากสิงคโปร์ (วัลลภ สวัสดวัลลภ, 2527 : 109) สำหรับการพิมพ์หนังสือขึ้นเป็นครั้งแรกในเมืองไทยนั้น บาทหลวงชาร์ล โรบินสัน (Reverand Robinson) มิชันนารีอเมริกัน ได้จัดพิมพ์ขึ้น
จากแท่นพิมพ์ที่ทำด้วยไม้และแม่พิมพ์หิน (รวมทั้งตัวพิมพ์ ซึ่งนำเข้ามาจากสิงคโปร์ หนังสือฉบับนี้มี 8 หน้า เกี่ยว กับบัญญัติ 10 ประการ(Ten Commandments) พิมพ์แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2379 (ค.ศ. 1836)(อำไพ จันทร์จิระ, 2516 : 88-89) หมอบรัดเลย์เข้ามาเมืองไทย ในตอนแรกมีความตั้งใจที่จะมาเผยแพร่คริสต์ศาสนา โดยอาศัยการนำวิธีการแพทย์ สมัยใหม่มาเป็นเครื่องจูงใจ ซึ่งหมอบรัดเลย์ก็ได้นำวิชาการแพทย์สมัยใหม่เข้ามาหลายอย่างเช่น การปลูกฝี การทำหนองฝี การฉีดยา การใช้ยาสลบในการผ่าตัด การตรวจรักษาตามวิชาการแพทย์สมัยใหม่ แต่เมื่อมาอยู่ เมืองไทย ได้ระยะหนึ่ง และได้ริเริ่มจับงานพิมพ์ หมอบรัดเลย์กลับมาสนใจเรื่องการพิมพ์โดยได้ดำเนินการธุรกิจ ด้านการพิมพ์มากมายหลายอย่างขึ้นในเมืองไทยจนแทบจะพูดได้ว่าได้เริ่มต้นงานทุกอย่างที่เกี่ยวกับการพิมพ์ใน เมืองไทย อาทิ


พ.ศ. 2382 ได้ให้โรงพิมพ์มิชชันนารีอเมริกันรับจ้างพิมพ์หมายประกาศห้ามสูบฝิ่น ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดให้จ้าง พิมพ์จำนวน 9,000 ฉบับ นับว่าเป็นเอกสารทางราชการชิ้นแรกที่จัดพิมพ์ขึ้น
4 กรกฎาคม พ.ศ. 2537 ได้ออกหนังสือพิมพ์เป็นฉบับแรกขึ้นในเมืองไทย ซึ่ง บางกอกรีเคอร์ดอร์ (Bangkok Recorder) ซึ่งขณะนั้นเรียกว่า จดหมายเหตุอย่างสั้น ออกเดือนละ 2 ฉบับ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2404 หมอบรัดเลย์ได้ซื้อลิขสิทธิ์หนังสือนิราศลอนดอนของหม่อมราโชทัยและจัดพิมพ์ขายขึ้นเป็นครั้งแรก นับว่าเป็นการเริ่มต้นของการซื้อขายลิขสิทธิ์ และการพิมพ์หนังสือเล่มออกจำหน่ายในเมืองไทย (กำธร สถิรกุล, 2515 : 204) หมอบรัดเลย์ได้ถึงแก่กรรมในเมืองไทย เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2414 นับได้ว่าเป็นผู้เริ่มต้นกิจการพิมพ์ขึ้นในเมืองไทยอย่างเป็นระบบ และเป็นรากฐานแก่การพิมพ์ของไทยมาจนปัจจุบัน สมควรยกย่องว่าเป็น "บิดาแห่งการพิมพ์ไทย" (ศิริพงษ์ พยอมแย้ม, 2530 : 9)


...พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น อาจกล่าวได้ว่า เป็นคนไทยพระองค์แรกที่เริ่มต้นกิจการพิมพ์ของไทย ครั้งที่ดำรงพระยศเป็นเจ้าฟ้ามงกุฎ และทรงผนวชอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหารได้ทรงดำรงจะนำการพิมพ์มาใช้เผยแพร่พระพุทธศาสนา โปรดใช้สั่งเครื่องพิมพ์มาตั้งไว้ที่วัดบวรนิเวศวิหาร และให้แกะตัวพิมพ์เป็นอักษรอริยกะ ใช้พิมพ์หนังสือสอนศาสนา เช่น พระปาติโมกข์บ้าง หนังสือสวดมนต์บ้าง โดยมีพระสงฆ์ในวัดเป็นผู้จัดพิมพ์
ครั้นเมื่อวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2394 เจ้าฟ้ามงกุฎได้ขึ้นครองราชย์ทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งยังคงสนพระทัย และทรงเล็งเห็นความสำคัญของการพิมพ์อยู่เช่นเดิม พระองค์ได้จัดตั้งโรงพิมพ์หลวงขึ้นในพระมหาราชวัง ขนานนามว่า โรงพิมพ์อักษรพิมพ์การและได้พิมพ์ผลงานชิ้นแรกออกมาคือ หนังสือราชกิจจานุเบกษา เมื่อปี
พ.ศ. 2401 (วัลลภ สวัสดิวัลลภ, 2527 : 121-123)
พระราชกรณียกิจของพระองค์จึงนับว่าสำคัญมากต่อกิจการพิมพ์ และการพิมพ์หนังสือของเมืองไทย นับจากนั้นเป็นต้นมาการ พิมพ์ไทยได้เริ่มเข้าสู่ยุคพัฒนาและขยายเป็นอุตสาหกรรมการพิมพ์อย่างแพร่หลายมาเป็นลำดับ และมีความสำคัญในการส่งเสริม งานด้านการศึกษา วัฒนธรรม พาณิชยกรรม และอุตสาหกรรมให้มีความเจริญรุ่งเรืองมาจนถึงปัจจุบัน (สูจิบัตรงานวันการพิมพ์ไทย,2543 : 105)

อยากให้อ่านจัง

ความละเอียดของรูปภาพ
.....หมายถึง จำนวนพิกเซลต่อพื้นที่การแสดงผล มีหน่วยเป็นพิกเซลต่อนิ้ว ( pixels per inch - ppi ) โดยพิกเซลจะมีขนาดไม่แน่นอนขึ้นกับอุปกรณ์เอาต์พุต เช่น หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือเครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์ ถ้ารูปภาพมีความละเอียด 300 dpi เครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์สามารถพิมพ์ได้ 300 dpi นั่นคือเครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์จะใช้ 1 จุดสำหรับแต่ละพิกเซลของภาพ


ความละเอียดของจอภาพ
.....หมายถึง หน่วยของจำนวนจุดที่มากที่สุดที่จอคอมพิวเตอร์สามารถผลิตได้ โดยความละเอียดในการแสดงผลของจอ จะขึ้นกับวีดีโอการ์ด ที่เรียกว่าการ์ดจอ ซึ่งจะมีความสามารถในการแสดงผลหลากหลาย เช่น แสดงผลที่ความละเอียด 800 x 600 พิกเซล หมายถึง จำนวนพิกเซลในแนวนอน เท่ากับ 800 และจำนวนพิกเซลในแนวตั้ง เท่ากับ 600

ความละเอียดของเครื่องพิมพ์
.....คือ จำนวนจุดเลเซอร์ที่เครื่องพิมพ์สามารถผลิตได้ต่อนิ้ว เช่น ถ้าเครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์มีความละเอียด 300 จุดต่อนิ้ว
( dots per inch – dpi ) นั่นคือ เครื่องพิมพ์สามารถพิมพ์ได้ 300 จุดทุกๆ 1 นิ้ว

ความละเอียดของอิมเมจเซตเตอร์

.....อิมเมจเซตเตอร์ (Imagesetter) คือเครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์ที่มีคุณภาพสูง สามารถพิมพ์ลงบนกระดาษถ่ายภาพ หรือฟิล์มก็ได้ โดยสามารถพิมพ์รูปภาพให้ความละเอียด 1800 dpi ถึง 3000 dpi

ความละเอียดในการแสดงผล ( Resolution )

.....คำนี้สามารถใช้ได้กับสถานการณ์ที่แตกต่างกัน เช่น ความละเอียดของการแสดงผลของเครื่องพิมพ์ หรือความละเอียดในการแสดงผของจอภาพ ดังนั้นความละเอียดในการแสดงผลจึงหมายถึง จำนวนหน่วยต่อพื้นที่

ภาพกราฟิก


ภาพกราฟิกสวย..สวย!!!


ภาพกราฟิกสวย..สวย!!!


ภาพกราฟิกสวย..สวย!!!


ภาพกราฟิกสวย..สวย!!!


ภาพกราฟิกสวย..สวย!!!


ภาพกราฟิกสวย..สวย!!!

ความหมายของมัลติมีเดีย

....."มัลติมีเดีย (Multimedia) หรือ สื่อหลายแบบ" เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้คอมพิวเตอร์ สามารถผสมผสานกันระหว่าง ข้อความ ข้อมูลตัวเลข ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และเสียง ไว้ด้วยกัน ตลอดจน การนำเอาระบบโต้ตอบกับผู้ใช้ (Interactive) มาผสมผสานเข้าด้วยกัน
นอกจากนี้ มีผู้ให้นิยามศัพท์ไว้หลายท่าน ดังนี้
Robert Aston, Joyce Schwarz
.....Computer control of the combination of text, graphics, audio, video and animation data
Tay Vaughan
.....Multimedia is any combination of text, graphic, art, sound, animation and video that is delivered by computer. When you allow the user the viewer of the project to control what and when these elements are delivered, it is interactive multimedia. When the user can navigate, interactive multimedia becomes hypermedia
Nicholas Negroponte
.....True multimedia is interactive digital information which can be viewed in many different ways by the user. Moreover in multimedia, there does not have to be a trade-off between depth and breadth; the user can explore a topic as broadly and as deeply as she or he desires